TOKYO BOMB

Vol.2

 

ชื่อของเธอคนนี้อาจจะเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากกว่าในญี่ปุ่นก็ได้ ในปี2006สำนักพิมพ์หนังสือศิลปะของประเทศอิตาลี “Drago Arts & Communication” ได้ตีพิมพ์หนังสือรวมรูปภาพของเธอซึ่งส่วนมากขายได้ในทวีปยุโรป รวมแล้วมากถึง 1.2 ล้านเล่ม เนื่องด้วยอุตสาหกรรมการพิมพ์กำลังอยู่ในภาวะถดถอยเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาเลย ชื่อของหนังสือรวมรูปภาพนั้นคือ “Samurai Girl”
หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้หญิงหลากหลายคน ภาพจากหนังสือการ์ตูน กราฟฟิคจากเกมส์ต่างๆ มาผสมผสานกับเทคนิคดิจิตอล และความคิดสร้างสรรค์อื่นๆ เพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมโอตาคุที่เป็นดั่งตัวแทนของย่านอากิฮาบาร่า
ณ ช่วงเวลาที่ยังไม่มีคอลเล็คชั่นหรือผลงานอะไรเกี่ยวกับวัฒนธรรมโอตาคุให้คนในต่างประเทศได้สัมผัส ชาวต่างชาติที่จับตามองวัฒนธรรมนี้ในฐานะสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของญี่ปุ่นเท่านั้นจึงตื่นเต้นขั้นสุดยอดเมื่อ “Samurai Girl” ออกวางขาย ยิ่งกว่าคนญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

 

 

She might well be more famous overseas than in Japan. In 2006, Italian publisher Drago Arts & Communication released her photo collection which sold 1.2 million copies mainly in Europe. With the publishing industry struggling, this is an extraordinary figure. The title of that photo collection is ‘Samurai Girl’. It’s an extremely unique collection of images, featuring a mix of girls’ photos, manga and TV game graphics, digital techniques and original creativity, and based on the theme of otaku culture which represents Akihabara. At a time when there was almost no collections of works that embodied otaku culture, people overseas, who watch this culture that is so uniquely Japanese with even more interest than the Japanese themselves, went crazy over ‘Samurai Girl’.

 

 

เรียว อิชิคาว่า (กรรมการผู้จัดการของVANQUISH) เป็นผู้จัด และแขกคนที่2ชุดสัมภาษณ์นี้คือคุณจูลี่ วาทาอิ เจ้าของผลงาน “Samurai Girl” โดยมากแล้วเธอเป็นช่างถ่ายภาพ แต่เธอก็ได้มีส่วนร่วมในโลกของดนตรี และไอดอลด้วยเช่นกัน จะเรียกได้ว่าเป็นโอตาคุตัวจริงเลยก็ว่าได้ หน้าตาที่น่ารักของเธอนั้นแตกต่างกับภายในมากมาย เธอคือผู้หญิงที่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลา

“TOKYO BOMB”, an interview section started in VANQUISH Lookbook, is hosted by Ryo Ishikawa (VANQUISH Director) and the second guest of the series is Julie Watai, the creator of that’Samurai Girl’. Mainly a photographer, she’s also involved in music, is sometimes an idol, can be called a true otaku and, above all, in contrast to those cute looks, is a girl who keeps on fighting.

 

 

“ถ้าเป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย หลายๆอย่างก็สามารถถูกส่งไปและเข้าถึงผู้คนมากมายได้” – จูลี่ วาทาอิ
“If it’s easy to understand, so many things can be expressed and reach lots of people” – Julie Watai

 

 


©KIDDY LAND Rilakkuma
©2012 SAN-X CO., LTD. ALL RIGHTS RESERVED

― คุณจูลี่ครับ ก่อนหน้านี้คุณเคยอธิบายเกี่ยวกับตัวคุณว่าคุณเป็นเหมือนกับ “เคออส” หรือความยุ่ง สับสนวุ่นวาย ทางเราจึงเสิร์ชในกูเกิ้ลว่า “จูลี่ วาทาอิ” และเว็บไซต์ของคุณก็ขึ้นมาเป็นลิงค์อันดับบนสุด เมื่อกดเข้าไปดูแล้วมันก็เป็น”เคออส”จริงๆนะครับ ถึงแม้ว่าโปรไฟล์เพจของคุณจะเป็นภาษาอังกฤษเกือบหมด แต่ยิ่งเราพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณ เรายิ่งเข้าใจคุณน้อยลงๆ
จูลี่:ฉันเป็นคนขี้สงสัย เมื่อฉันค้นพบอะไรที่ฉันอยากทำ ฉันก็จะลงมือทำแล้วก็จะอุทิศตนทำสิ่งๆนั้น นั่นคงเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันเป็นฉันในตอนนี้ คนอื่นที่ไม่ได้สนใจหรือไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมโอตาคุและย่านอากิฮาบาร่าคงมองฉันแล้วคิดว่า “ผู้หญิงคนนี้ทำอะไรอยู่เนี่ย?!”ม่ใช่ว่าฉันตั้งใจอยากจะสร้างความสับสนวุ่นวายหรอกนะคะ
― ในทางกลับกัน คุณเรียวครับ จากการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดของคุณ คุณคิดว่า”การทำให้เข้าใจได้ง่าย”นั้นสำคัญไหมครับ?
เรียว: แน่นอนที่สุดครับ ยกตัวอย่างเช่นนักการเมือง สำหรับผมแล้วสิ่งที่แย่ที่สุดเกี่ยวกับพวกเขาก็คือพวกเขาเข้าใจยากมากครับ
จูลี่:คุณพูดตรงเข้าประเด็นมากเลยนะคะ (หัวเราะ)
เรียว:อาจจะพูดเวอร์เกินไป แต่ผมคิดว่าถ้าพวกเขาเสนออะไรที่แม้แต่เด็กประถมยังเข้าใจประเทศชาติอาจจะเจริญก้าวหน้ากว่านี้นะครับ
จูลี่:ก็คงจะเป็นอย่างนั้นนะคะ

 

 

―Julie, you said once that you’re chaos. We Googled ‘Julie Watai’ and your website came out top, but when we checked it out, it really does seem like chaos. Even your profile page was mostly English… It was like the more we tried to find out about you, the less we understood…
Julie: I’ve gotta lot of curiosity, when I find something I wanna do I just do it and get really into it. Collectively, that’s resulted in what I am now and I guess people who aren’t really up on otaku culture and Akihabara wonder “What does she do?!” It’s not like I deliberately try to create chaos though…
―On the other hand, Ryo, the way you’ve worked up till now, you think it’s important to keep things simple
Ryo: Yeah, like take politicians, the worst thing about them for me is that they’re really difficult to understand.
Julie: You get straight to the point, don’t you? (Ha, ha!)。
Ryo: This is an over-the-top way to say it, but if they’d propose something that even an elementary school kid could understand, I think it would get the country moving more.
Julie:Could be so.

 

 

เรียว:ตอนนี้พวกก็เรากำลังเข้าสู่สังคมอินเตอร์เน็ท เพราะฉะนั้นสิ่งไหนที่ใครที่ไหนก็ตามสามารถเข้าใจได้เลยว่าสิ่งนั้นกำลังสื่ออะไรอยู่ จะเป็นสิ่งที่ชนะ เหมือนกับteamLab Hanger มันไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายเลยใช่ไหมละครับ? ถ้าหากคุณกำลังแข่งขันในระดับโลก การทำให้เข้าใจง่ายยิ่งสำคัญมากขึ้นครับ
จูลี่: พูดถึง teamLab รู้สึกว่าจะกำลังดังมากในจำพวก Media Artนะคะ เป็นงานชั้นนำของงานจำพวก Expressive Art แต่สิ่งที่ teamLab นั้นพยายามสื่อออกมานั้นเข้าใจได้ง่ายมาก เพราะงั้นทุกคนเลยชอบงานของพวกเขา งานศิลปะแบบดั้งเดิมนั้นมีคำอธิบายที่เยิ่นเย้อเข้าใจยาก เหมือนกับว่าไม่อยากให้ผู้คนนั้นเข้าใจด้วยซ้ำไป และท้ายที่สุดก็เหมือนกับแค่มีงานนั้นวางอยู่ ตอนนี้จึงน่าตื่นเต้นมากที่มีงานออกมาในรูปแบบความบันเทิงอย่างหนึ่ง ที่สามารถสื่อให้ผู้คนหมู่มากเข้าใจว่าศิลปินต้องการแสดงถึงอะไรอย่างง่ายดาย
เรียว:ครับ
จูลี่: เหมือนกับฉันเลยค่ะ ตอนที่ฉันพยายามกระจายงานของฉัน ผ่านหนังสือและ”Mooks” (book magazines) ฉันก็ตระหนักถึงการทำให้เข้าใจได้ง่ายอยู่ตลอด ในหนังสือภาพเล่มที่2ของฉันนั้น ฉันได้ทำเป็นแบบPOP และนำเอาสิ่งที่ฉันชอบ2อย่างนั่นก็คืออุปกรณ์ต่างๆ และผู้หญิงมารวมกัน ฉันทำให้มันเข้าใจง่ายโดยตั้งชื่อหนังสือว่า” Hardware Girls”
เรียว:(เปิดหนังสือภาพ ‘Hardware Girls’ ดู) เดี๋ยวนะ! นี่มันจูลี่จังไม่ใช่หรอ?!
จูลี่:อ๋อ ใช่ค่ะ ฉันก็เป็นหนึ่งในโมเดลด้วยเช่นกันค่ะ
*เรียว: *นี่ โชว์หน้าอกเยอะไปรึปล่าว?!

 

 

Ryo: We’re becoming an Internet society too, so something that anyone anywhere around the world can get straight away what it’s trying to convey is more likely to come out top. Like the teamLab Hanger. That doesn’t need any explanation, right? If you’re competing on a global level, it’s even more important to keep things simple.
Julie:Talking about teamLab, they’re really active in what’s known as media art; they’re at the forefront of that expressive art, but what they’re trying to express is really easy to understand. That’s why everyone can’t help but like it. Traditional artwork first had really long difficult explanations that seemed to just want the public to refuse to understand it, then finally you’d have the work in some kinda composition, and it’s amazing that what the artists wanted to express could reach so many different people as a form of entertainment.
Ryo: I see.
Julie:The same with me, when I circulate my work to the public through books and ‘Mooks’ (book magazines), I’ve gotta be aware of keeping it simple. In my second photo collection, I express pop and basically I put together two fetishes, girls and equipment, the title as well is ‘Hardware Girls’, so I made it easy to understand.
Ryo: (Flicking through a copy of ‘Hardware Girls’) Whoa, wait a minute! I just realized, this is you?!
Julie:Ah yeah, I’m a model in it too.
Ryo: You’re showing a bit too much cleavage, aren’t you?!

 

 

― (หัวเราะ) กลับมาถามคำถามต่อเลยนะครับ พวกเราอยากทราบว่าคุณจูลี่เป็นคนยังไงครับ? คุณเริ่มจากการเป็นไอดอลใช่ไหมครับ?
จูลี่:ใช่ค่ะ ตอนที่ฉันเป็นไอดอล ฉันอยู่กับเอเจนซี่ขนาดยักษ์ และมีการจับคู่กับไอดอลคนอื่น แถมออกซีดีมาตั้ง5แผ่นแหนะค่ะ มันเหมือนเป็นแพ๊คเกจ เอเจนซี่ทำให้ฉันทุกอย่าง เหมือนกับว่าฉันก็แค่เข้าไปแล้วก็เล่นตามบทที่เขาเขียนมาให้ ตอนนั้นด้วยความที่ฉันชอบประดิษฐ์สิ่งต่างๆอยู่แล้ว ฉันเลยเข้าใจผิดๆไปว่าถ้าฉันเข้าไปเป็นไอดอลแล้วงานฉันก็จะถูกคนสนใจไปด้วยเหมือนที่พวกเค้าสนใจฉัน
เรียว:ครับ
จูลี่:ถึงแม้พวกแฟนเพลงจะชอบตัวฉัน ที่เป็นไอดอลที่โดนสร้างขึ้นมา แต่พวกเขาไม่ได้สนใจงานฉันเลย แล้วสัญญากับทางเอเจนซี่ก็หมด ฉันก็เลยเลิกเป็นไอดอลค่ะ
― แล้วคุณไปอิตาลีใช่ไหมครับ?
จูลี่:หลังจากที่สร้างอาชีพตัวเองไปไกลขนาดนั้นแล้ว จริงอยู่ที่ฉันก็ได้สูญเสียอะไรหลายๆอย่างไป แต่ตอนที่ฉันยังเป็นไอดอลอยู่ฉันก็ได้ถ่ายภาพไว้มากมาย รวมถึงได้โชว์งานให้ใครหลายคนได้ดูด้วย แล้วบรรณาธิการที่อิตาลีก็บอกฉันว่าตอนนี้ยังไม่มีงานประเภทนี้ในตลาด ฉันสนใจอยากจะลองปล่อยคอลเลคชั่นรูปภาพของฉันให้โลกศิลปะได้ชมไหม? แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าภาพแบบไหนที่บรรณาธิการชาวต่างชาติต้องการ ในที่สุดฉันก็คิดได้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็ไม่ได้เดินหน้าไปไหนเลย ฉันจึงตัดสินใจว่าถ้าหากอยากจะถูกตีพิมพ์ที่ต่างประเทศ ก่อนอื่นฉันต้องเรียนรู้มุมมองของคนที่นั่นที่มีต่อญี่ปุ่นก่อน แล้วฉันก็ไปอิตาลี ทั้งๆที่ฉันไม่มีเงิน!

 

 

―(Ha, ha!) So going back, we want to know what kind of person you are, Julie. You started off as an idol, right?
Julie:Yeah, when I was an idol I was simply with a big agency and they got me to do easy tie-ups, I brought out 5 CDs too…that was the way it went. It was like a package, you know. The agency did everything and I just got on board and played the role they’d thought up for me. At that time, as I’d always liked creating things, I figured kinda wrongly that if I became an idol and got attention, it’d get attention for my work too.
Ryo: Hmmm.
Julie:But the fans, even though they liked the idol that had been created of me, they weren’t interested in my works at all. Then the contract with the agency ran out and so I just quit being an idol.
―That’s when you went to Italy, right?
Julie:Building up my career that far, I lost a lot of things, but I’d kept taking photos while I was an idol, and shown lots of different people my work. An Italian editor said that this kinda genre didn’t exist yet, so would I be interested in releasing a photo collection in the art world? But to start with, I didn’t know what kinda photos a foreign editor would want and I realized I wasn’t gonna get anywhere like this, so if I was gonna get published overseas I’d have to learn how the people there saw Japan. So I decided to go to Italy. I didn’t even have any money, I just went!

 

 

เรียว:และที่เสร็จออกมาก็คือ “Samurai Girl” แต่ทำไมจูลี่จังถึงเลือกวัฒนธรรมโอตาคุครับ?
จูลี่:เหตุผลที่ฉันเลือกหัวข้อนี้ก็เพราะว่าฉันเป็นโอตาคุค่ะ ตั้งแต่ตอนฉันอยู่ประถม ฉันก็วาด doujinshi (fan magazines) แล้วฉันก็มีความฝันอยากจะเป็นนักวาดการ์ตูนด้วยค่ะ แต่ฉันวาดไม่ได้เรื่องเลย (หัวเราะ) ทว่าการถ่ายภาพนั้นต่อให้คุณจะวาดรูปไม่สวย คุณก็ยังสามารถถ่ายภาพได้ใช่ไหมคะ? ที่ยิ่งกว่านั้นคือถ้าคุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์และนำเอาภาพถ่ายไปรวมกับคอมพิวเตอร์กราฟฟิค คุณจะได้ภาพที่คุณต้องการแบบเป๊ะๆเลยค่ะ ฉันคิดว่ามันเจ๋งมาก ฉันเลยติดการถ่ายภาพงอมแงม
เรียว:แบบนี้นี่เอง
จูลี่: ฉันยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฉันเลือกหัวข้อโอทาคุ นั่นก็คือ ณ ตอนนั้นยังไม่มีงานไหนที่แสดงถึงวัฒนธรรมของย่านอากิฮาบาร่าแบบที่เข้าใจง่ายๆเลย คนเดียวที่โด่งดังเรื่องPop Art และ Otaku Art ตอนนั้นคือคุณทาคาชิ มุราคามิเท่านั้นค่ะ เพราะฉะนั้นฉันคิดว่าฉันก็จับเทรนได้เร็วแล้วดีทีเดียว รู้สึกว่าโรงเรียนต่างชาติจะซื้อหนังสือภาพของฉันไปเยอะมากเลย เพราะพวกเขาจะนำไปไว้ที่ห้องสมุดของโรงเรียนค่ะ และมันก็ขายดีมากที่ MoMA (Museum of Modern Art in New York) ด้วยเช่นกันค่ะ
เรียว:แต่ผมว่าหนังสือไม่ได้ขายดีเพียงเพราะมันเป็นเทรนล่าสุดนะครับ คนญี่ปุ่นนั้นหลงใหลและชื่นชมในภาคตะวันตกและพยายามสร้างสรรค์สิ่งต่างๆตาม แต่สำหรับคนต่างชาติแล้ว วัฒนธรรมของย่านอากิฮาบาร่านั้นมีเพียงหนึ่งเดียว ที่ญี่ปุ่นเท่านั้นด้วย เพราะงั้นแทนที่จะสะสมงานที่ดูเหมือนงานจากวัฒนธรรมตัวเอง มันน่าสนใจกว่าที่จะเลือกงานที่มีเอกลักษณ์แตกต่างออกไป พวกเค้ามองว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่า คนญี่ปุ่นควรจะมั่นใจในวัฒนธรรมของตัวเองมากกว่านี้นะคุณรู้ไหม? ไอดอลญี่ปุ่นได้เข้าร่วงาน Japan EXPO ที่ฝรั่งเศสและมีคนพูดว่ามันน่าอายสำหรับญี่ปุ่น ผมอยากบอกพวกเขาว่า เจ้าพวกบื้อ มันมีอะไรที่น่าอายเหรอ? (หัวเราะ) พวกเราควรจะยืดอก ช่วยกันสนับสนุนวัฒนธรรมแบบนั้นและนำเสนอให้ประเทศอื่นได้เรียนรู้
จูลี่:ค่ะ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกันค่ะ

 

 

Ryo: Then ‘Samurai Girl’ came about. But why did you choose otaku culture?
Julie:I chose it ’cause, well, I am otaku. Since elementary school, I’ve been making doujinshi (fan magazines) and had a dream of becoming a manga artist. But I was no good (Ha, ha!)。 Photography though, even if you’re bad at drawing, you can still take pictures, right? And better still, if you use a PC and combine the photos with CG, you can get the exact image you wanted. I thought that was cool and got completely into photography.
Ryo: Ah, so that’s why.
Julie:I’ve got another reason for choosing otaku culture as a theme, it’s ’cause, at the time, there was no collections of works that showed easily what Akihabara culture is. The only person well known for pop art and otaku art was Takashi Murakami. So I think I caught the trend pretty well. Apparently schools overseas bought a lot of copies as they wanted to put ‘Samurai Girl’ in their libraries. It sold well at MoMA (Museum of Modern Art in New York) too.
Ryo: But I don’t think it sold just ’cause it was the latest trend. Japanese look up a lot to the West and try to create stuff similar to theirs. For people from other countries, though, culture like that in Akihabara is basically only in Japan, so instead of things that look just like their own stuff, collections of works that cut into that kinda unique culture are way more interesting. I think they recognized it as something that had value. Japanese need to have more confidence in their own culture, you know? Japanese idols took part in the Japan Expo in France and there are some people who say stuff like that it’s embarrassing for Japan and the like, but I wanna tell those people they’re not living in the real world. What are they so ashamed of? (Ha, ha!)。 We should be proudly supporting that kind of culture and introducing it more to other countries.
Julie:Yeah, I think so too.

 

 


©KIDDY LAND Rilakkuma
©2012 SAN-X CO., LTD. ALL RIGHTS RESERVED

― คุณจูลี่ครับ ตอนนี้คุณก็มีส่วนร่วมกับงานหลายอย่าง แต่งานหลักของคุณคือการถ่ายภาพใช่ไหมครับ?
จูลี่: ใช่แล้วค่ะ การเป็นช่างภาพ การถ่ายภาพคืองานหาเลี้ยงชีวิตของฉันค่ะ แต่ถึงแม้ว่า “Samurai Girl” จะขายได้ก็ตาม ที่ญี่ปุ่นนั้นก็ไม่มีงานให้ฉันอยู่ดีเมื่อฉันกลับมา ฉันจึงต้องทำงานพาร์ทไทม์และใช้ประสบการณ์ตอนเป็นไอดอลหางานเป็นพริตตี้งานอีเวนท์ไปค่ะ แล้วฉันก็เริ่มไปทำงานเป็น Race Queen (Pitt Girl) มีงานภาพถ่ายแนวเซ็กซี่เข้ามาด้วย และฉันก็รู้สึกตัวว่านี่มันงานตอนที่ฉันเป็นไอดอลหนิ แต่ถ้าฉันจะกลับไปตามฝันที่จะเป็นไอดอล รอบนี้ฉันจะไม่ทำตามที่เอเจนซี่ตัดสินมา ฉันจะทำตามที่ฉันต้องการ จึงสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมาให้ตัวเองในนาม ไอ อามาโนะ แต่ฉันไม่ได้ทำงานไอดอลอยู่ ณ ตอนนี้นะคะ
― ชื่อ ไอ อามาโนะ….
จูลี่:ฉันเอามาจากชื่อตัวละครหลักของเรื่อง ”Video Girl Ai” ของคุณมาซาคาซุ คาทซึระค่ะ ฉันอยากจะตั้งโปรแกรมให้ตัวเองเป็นเหมือนวีดีโอเกิร์ลไม่ได้ออกมาจากจอค่ะ
เรียว:จูลี่จังเป็นโอตาคุของแท้เลยใช่ไหมครับเนี่ย?
จูลี่:ใช่แล้วค่ะ ฉันเป็นโอตาคุของแท้เลยค่ะ (หัวเราะ) คุณรู้ไหมคะ นี่ก็ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ทที่ทำให้ฉันมีงานทำ ก่อนหน้านี้ฉันได้อัพโหลดวีดีโอของตัวฉันเองกำลังโมตัวเฟอร์บี้ลงบนยูทูปหนะค่ะ
เรียว:ทำอะไรนะครับ? (หัวเราะ)
จูลี่:ฉันแต่งตัวเป็นเมด แงะมันเปิดออกแล้วเปลี่ยนวงจรภาษามันค่ะ ดูเหมือนว่าจะมีพวกบ้าแก็ตเจ็ตทั่วโลกจะเข้ามาดูเยอะพอสมควร ยอดวิวเกิน 200,000ค่ะ วีดีโอนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้งานวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์แบบGeekต่างๆ
เรียว:แบบนี้นี่เอง
จูลี่:งานของฉันเปลี่ยนไปเรื่อยๆค่ะ ต้องขอบคุณอินเตอร์เน็ทจริงๆ เมื่อไหรที่ฉันเจอสิ่งที่ฉันอยากจะทำ ฉันก็จะลองทำดูและอัพลงอินเตอร์เน็ทเพื่อดูผลตอบรับค่ะ ด้วยวิธีนี้ฉันสามารถได้ฟีดแบคอย่างรวดเร็วค่ะ ฉันก็แค่ทดลองไปเรื่อยๆ
เรียว:ความคิดดีมาก ผมต้องเรียนรู้จากคุณซะแล้ว (หัวเราะ) ผมคิดว่าเรื่อง “Samurai Girl” ก็เป็นตัวอย่างที่ดี การที่จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั้นมีค่ามาก
จูลี่:ขอบคุณค่ะ

 

 

―Julie, you’re involved in lots of things, but is photography your main work at the moment?
Julie:Yeah, photography’s how I’m earning my living. But even though ‘Samurai Girl’ sold, when I got back to Japan there was no work for me. So I had to get part-time work and, using my experience as an idol, I got a job as a promotional model. Then I started being a race queen (pit girl), gravure work came in too, and I suddenly realized this was all idol stuff I was doing. But if I was going to restart my dream of being an idol, this time I wouldn’t do it on rules decided by an agency, I’d do it on my own terms so created a different character for myself called Ai Amano. I’m not doing idol work at the minute though.
―That name, Ai Amano…
Julie:I took it from the main character of Masakazu Katsura’s ‘Video Girl Ai’. I wanted to program myself to be like a video girl who doesn’t come out of the screen.
Ryo: You’re definitely otaku, aren’t you, Julie?
Julie:Yeah, I’m a complete otaku. (Ha, ha!) 。You know, it’s thanks to the Internet that I have work. A bit back, I put a video of myself on YouTube modifying a Furby.
Ryo: Doing what? (Ha, ha!)
Julie:I got dressed up in a maid outfit, dismantled a Furby and changed its language circuits. It seems a lot of geeks around the world have accessed it, it’s had over 200,000 views. That video led to getting geekish electronic engineering work.
Ryo: Is that right?
Julie:My work is really varied thanks to the Internet. When I find something I wanna do, I just try, then put the video up and see what response it gets. That way I can get a result in a really short time. I just keep experimenting.
Ryo: That’s cool. I can learn from that (Ha, ha!) 。’Samurai Girl’ is the same, but there’s also a lot of value in the fact that you’re known around the world.
Julie:Thank you.

 

 

บางสิ่งที่ผมทำโดยไม่ได้คิดอะไร ไม่เห็นค่าอะไร กลับกลายเป็นสื่งที่มีคุณค่า – เรียว อิชิคาว่า
Something I did on a whim, that had no value, turned into something valuable – Ryo Ishikawa

 

 

เรียว:ผมอยากให้คนรู้กันเยอะๆว่า VANQUISH ทำอะไรเจ๋งๆบ้าง เพราะผมอยากจะเพิ่มแบรนด์รอยัลตี้อีก หลังจากนี้มันจะเป็นสิ่งสำคัญมาก พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วผมพึ่งนึกได้……
จูลี่: อะไรคะ?
เรียว:สมมุติว่า มีบริษัทที่ทำธุรกิจเครื่องแต่งกายหลายพันล้านเยนดำเนินงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่น และบริษัทนั้นมีงบประมาณส่งเสริมการขายประมาณร้อยล้านเยน และมีอีกบริษัทที่มีธุรกิจเครื่องแต่งกายหลายแสนล้านเยนรอบโลก ซึ่งบริษัทนี้สามารถใช้งบประมาณ 3พันล้านเยนเพื่อโปรโมทสินค้า และในงบประมาณนั้น เงินจำนวนหนึ่งร้อยล้านเยนใช้เพื่อโปรโมทในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น
จูลี่:ค่ะ
*เรียว: *ก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ท ด้วยจำนวนเงินหนึ่งร้อยล้านที่เท่ากัน บริษัทของญี่ปุ่นที่มีขนาดหลายพันล้านเยนจะสามารถใช้งบประมาณนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีและมากกว่า เพราะว่าลูกค้าญี่ปุ่นจะรู้จักแบรนด์ภายในประเทศมากกว่าแบรนด์ของบริษัทต่างประเทศ แต่เมื่อตอนนี้มีอินเตอร์เน็ทเข้ามา สงครามการแข่งขันกันโปรโมทสินค้าก็ได้ย้ายไปบนโลกออนไลน์แทน มันไม่เกี่ยวว่าประเทศอะไรอีกแล้วเพราะคนทั้งโลกสามารถเห็นการโปรโมทแบบเดียวกัน นั่นก็หมายความว่าโปรโมชั่นเพียงแบบเดียวก็สามารถครอบคลุมได้ทั่วโลก
จูลี่:อย่างนี้นี่เอง
เรียว:เพราะฉะนั้น เงินร้อยล้านเยนของบริษัทขนาดหลายพันล้านที่อยู่แต่ในญี่ปุ่นไม่สามารถชนะบริษัทที่มีขนาดแสนล้านที่ใช้สามพันล้านเยนโปรโมทสินค้าได้ เพราะยังไงๆการโปรโมทที่ใช้เงินสามพันล้านเยนก็ต้องน่าสนใจกว่าอยู่แล้ว
จูลี่:ประเด็นนี้ค่อนข้างลึกทีเดียวนะคะ
เรียว:อิโนโกะเป็นคนบอกผมมา (หัวเราะ) *1 และเมื่อมาถึงจุดนี้บริษัทที่ดำเนินงานในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นก็จะค่อยๆถูกกลืนกินโดยบริษัทต่างชาติ
*1 คุณโทชิยูกิ อิโนโกะ ประธานของกลุ่มบริษัท ultratechnologist ชื่อบริษัท teamLab ultratechnologist group

 

 

Ryo: I want more people to know what cool stuff VANQUISH is doing, I wanna increase brand loyalty’cause it’s gonna become more important in this coming age. Talking about this, there’s something I just remembered…
Julie:What’s that?
Ryo: So like, there’s a several billion yen apparel business operating exclusively in Japan and that company’s promotion budget is 100 million yen. Then you have a several 100 billion yen apparel business that operates globally and spends 3 billion yen on promotion, 100 million yen of which is used on promotion in Japan.
Julie:OK.
Ryo: Before the Internet appeared, the Japanese several billion yen company would have been able to use that same 100 million yen more efficiently and effectively. That’s ’cause Japanese customers would know the domestic company better than the overseas one and it would be more visible. But now, the Internet has spread and the battlefield for promotion has moved online, it doesn’t matter which country as people from all around the world can see the same promotion. That basically means the same one promotion can cover the whole world.
Julie:Ah, you’re right.
Ryo: So, the 100 million yen of the several billion yen company that only operated in Japan can’t win against the 30 billion yen promotion of the several 100 billion yen company, ’cause the promotion that uses 30 billion yen is definitely gonna be more interesting.
Julie:That’s true.
Ryo: So when it comes to this, companies that only operate in Japan are gonna keep getting eaten up by foreign capital.
Julie: This is a pretty deep conversation.
Ryo: Inoko told me about it. (Ha, ha!)*1
*1 Toshiyuki Inoko, President of teamLab Inc, an ultratechnologist group

 

 


©KIDDY LAND Rilakkuma
©2012 SAN-X CO., LTD. ALL RIGHTS RESERVED

จูลี่:เรื่องนี้ลึกซึ้งมากเลยนะคะ แต่ฉันเห็นด้วยค่ะ เช่น ถ้าแอปเปิลออกดีไซน์คอนเซปต์ใหม่สำหรับทีวีที่เจ๋งมากๆ นั่นคงเป็นผลร้ายแรงกับผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่นใช่ไหมคะ?
เรียว:นั่นคือเหตุผลที่ ถึงแม้ผมจะไม่มีแผนการอะไรเป็นรูปเป็นร่าง แต่ผมก็ตั้งเป้าว่าจะทำธุรกิจในต่างประเทศเพื่อที่จะขยายไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ตอนนี้ผมอยู่ญี่ปุ่นเพียง10วันต่อเดือนเอง เพราะถ้าเราไม่ไปสถานที่ทำงานจริง เราก็จะไม่สามารถเข้าใจลักษณะเฉพาะของประเทศนั้นๆได้ครับ
จูลี่: ลูกค้านั้นแตกต่างกันออกไป แล้วแต่สถานที่ใช่ไหมคะ?
เรียว:นั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้าจะอธิบายง่ายๆก็คือ ผมอยากให้คนทั่วโลกได้รู้จักเรา และการที่เอาทั้งโลกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมันก็ทำให้การทำงานสนุกกว่าครับ
―  คุณจูลี่ครับ คุณหวังว่าจะกลายเป็นช่างภาพและครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงไหมครับ?
จูลี่:ค่ะ ฉันหวังอย่างนั้น ความฝันของฉันคือการได้สร้างสรรค์งานที่ใช้เงินลงทุนเยอะมากๆค่ะ
― พูดถึงเรื่องความฝันแล้วผมก็อยากจะถามพวกคุณทั้ง2คนครับ หลังจากนี้อยากจะลองทำอะไรครับ? ไม่ได้พูดถึงแผนการทำงานนะครับ
เรียว:มันมีสิ่งที่ผมคิดอยากจะลองทำเมื่อหลายเดือนที่แล้วครับ แต่ผมกลับลืมมันไป จนได้มาพูดคุยกับจูลี่จังเนี่ยแหละครับ! Nico Nico Douga (เวบไซท์แชร์วีดีโอออนไลน์ของญี่ปุ่น คล้ายๆกับยูทูป)ครับ! ผมอยากทำรายการให้คำปรึกษาเด็กนักเรียนไฮสกูลและนักศึกษามหาวิทยาลัยหรืออะไรประมาณนั้นครับ (หัวเราะ) ผมอยากทำเดี๋ยวนี้เลย!
― แล้วคุณจูลี่อยากลองทำอะไรหลังจากนี้ครับ?
จูลี่:อืม สิ่งที่อยากจะลองทำเหรอคะ? ฉันมีอิมเมจว่าอยากจะทำงานด้านการตัดต่อ ฉันฝันว่าอยากจะสร้างออฟฟิศที่มีพนักงานผู้หญิงน่ารักๆที่สามารถทำงานได้ดีด้วยอยู่เยอะๆ แล้วพอฉันเริ่มจะเหม่อลอย พวกเธอก็จะเตือนให้ฉันกลับไปทำงานค่ะ ฉันชอบผู้หญิงน่ารักๆที่พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเสมอ ฉันอยากสนุกไปกับการสร้างสรรค์งานในบรรยากาศแบบนั้นค่ะ
เรียว:ผู้หญิงน่ารักๆเยอะๆ…. ผมลงทุนเดี๋ยวนี้เลย! (หัวเราะ) แต่นั่นหมายความว่าผมก็ต้องอยู่ที่ออฟฟิศนั้นด้วยนะครับ
*ทุกคน:* (หัวเราะ)

 

 

Julie:This is a pretty deep conversation. But I agree. Like, if Apple came up with a new concept for a really cool design of TV, that would be fatal for Japanese electronic makers, right?
Ryo: That’s why now, even though I don’t have a clear plan, I’m aiming at doing business abroad so we can expand overseas. I’m probably only in Japan about 10 days a month, ’cause if you don’t go to the actual work location you can’t understand the characteristics of each country.
Julie:The customs are different for each place, right?
Ryo: That, and, more simply, I want people around the world to know who we are and, well, involving the world makes work more fun, you know.
―  Julie, are you hoping to make it big as a photographer and creator?
Julie:Um, yeah I hope so. My dream is to create a work that’s had a lot of money put into it.
―Now that you mention dreams, I’ll ask both of you. What do you want to try doing in the future and I don’t mean work plans?
Ryo: There was something I thought of doing a couple of months back, but I’d forgotten about it till I talked to Julie! Nico Nico Douga (a Japanese video sharing site)! I really wanna do a program giving advice to high school and university students, that kinda thing. (Ha, ha!)。 I wanna do it right away!
―What do you want to try doing from now on, Julie?
Julie:Hmm, what do I wanna do…? I’ve got an image of doing editing production, I’d have lots of cute girls on the staff who can work, and when I start zoning out and not getting on with work they’d make sure I get back on it. I’d like to make an office like that. I like cute girls who try to do their best. I wanna have fun creating stuff in that kind of environment.
Ryo: Lots of cute girls… I’ll invest in it right now! (Ha, ha!)! But it means I’ll be in that office too!
Everyone: (Ha, ha!)

 

 

― นี่เป็นคำถามสุดท้ายแล้วครับ เป็นคำถามให้คุณทั้ง2คนครับ จนถึงตอนนี้ อะไรคืองานที่ใหญ่ที่สุดของพวกคุณครับ
จูลี่: ฉันก็ไม่แน่ใจนะคะว่าจะเรียกมันว่าเป็นงานใหญ่รึเปล่า แต่คงเป็นการปล่อยหนังสือภาพ “Samurai Girl” ออกมาขายมั้งคะ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ฉันสร้างอะไรออกมาเป็นรูปเป็นร่างค่ะ เริ่มแรกเลย ฉันไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ตีพิมพ์อะไรซักอย่าง แต่แล้วก็มีคนที่เชื่อในตัวฉัน ตอนนั้นฉันอายุยี่สิบนิดๆเอง ถ้าไม่ได้ใครช่วยลงทุนให้มันคงจะยากมากๆเลยค่ะ
เรียว:ของผมจะเป็นอะไรดีนะ…? งานที่ใหญ่ที่สุด อืมมม ก็คงจะเป็นการก่อตั้ง VANQUISH ครับ
จูลี่:อ๋อ
เรียว: คุณรู้ไหม เมื่อวานนี้ผมไปทานข้าวกับแขกที่มาจากต่างประเทศ แล้วอยู่ๆแขกหนึ่งในนั้นที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน อายุประมาณ 60 ก็พูดว่า “คุณคือเรียว อิชิคาว่าของ VANQUISH ใช่ไหม?” เขารู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับผมด้วย ผมคิดว่ามันแจ๋วมากๆที่อะไรบางอย่างที่ทำไปโดยไม่ได้คิดอะไร แล้วไม่ได้เห็นค่า กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีคนรู้จักมากมาย มันเป็นความรู้สึกที่แปลกจริงๆครับ
จูลี่:วันนี้ที่ได้คุยกับคุณเรียวมา ฉันคิดว่าคุณเรียวสนุกกับงานที่ทำมากนะคะ ฉันว่ามันก็คงมีช่วงที่ยากลำบากเหมือนกัน……

 

 

―Finally, here’s another question for both of you. What’s been your biggest work up till now?
Julie:I’m not sure if it was a big job, but I guess it’d have to be releasing ‘Samurai Girl’ as it was the first time I made something into a form. To begin with, I didn’t know what the best way was to get something published, then someone had to trust me, I was 20-something at the time, and provide the money for it. It was really difficult.
Ryo: What would it be for me…? My biggest work, um, yeah, it’d have to be creating VANQUISH, I guess.
Julie:Aah.
Ryo: You know, I was having dinner with some visitors from overseas yesterday and one of them, someone in their 60s who I’d never met before, said “You’re Ryo Ishikawa of VANQUISH, aren’t you?”. He knew a lot about me too. It’s really cool that something that I just did on a whim, that didn’t have any value at the time, has suddenly become something valuable that lots of people know about. It’s a strange feeling too though.
Julie:Talking with you today, Ryo, I can tell you really enjoy your work. I’m sure there are difficult and tough moments too, but…

 

 

เรียว:คุณรู้ไหม ผมไม่เคยรู้สึกว่ามันลำบากเลยแม้แต่ครั้งเดียว
จูลี่:ห๊า?!
เรียว:ผมเป็นคนเริ่มก่อตั้งบริษัทขึ้นมา ถ้ามันเจอจุดยากลำบากแล้วผมไม่ทำอะไรเลย ผมรู้ว่าผมจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ ผมไม่คิดว่ามันยากลำบากเพราะผมไม่ได้โดนบังคับให้ทำ
จูลี่:งั้นแปลว่า ถึงมันจะลำบากแต่มันก็ไม่รู้สึกลำบากซินะคะ
เรียว:ใช่ครับ ถึงคุณจะบอกว่าผมมีท่าทางสนุกกับงาน แต่ความจริงแล้วหลังๆผมแทบไม่มีเหตุการณ์ประทับใจเลย
จูลี่:จริงหรือคะ?
เรียว:ตอนผมยังเด็ก ผมจะอ่านเกี่ยวกับสิ่งที่ผมอยากทำ เช่นมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ได้ลงนิตยสาร ได้ออกทีวี แล้วมันก็เกิดขึ้น แต่แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้มันกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผม พอเป็นแบบนั้น ความรู้สึกประทับใจกับสิ่งต่างๆ เลยหดหายไป ผมคงรู้สึกตื่นเต้นกับอะไรซักอย่างแค่ปีละครั้งเท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่ผมอยู่ต่างประเทศ…อ้า เรื่องนี้ผมเล่าไม่ได้!
จูลี่:บอกพวกเรามาเถอะค่ะ! (หัวเราะ)
เรียว:ผมลืมไปแล้วว่าที่ประเทศอะไร แต่ตอนนั้นผมนั่งอยู่บนแท็กซี่คนเดียวกำลังเหม่อมองเมืองทางหน้าต่างแล้วก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ แล้วจู่ๆความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ผมเคยทำมาทั้งหมดก็พุ่งเข้ามาในหัวผม…
จูลี่:พุ่งเข้ามา…
เรียว:ผมเกือบจะร้องไห้ออกมาเลยครับ (หัวเราะ) ตอนนี้ผมกำลังอยู่ในโลกที่ผมคงจินตนาการไม่ออกถ้าผมอยู่แต่ที่บ้านเกิดผม ผมมีโอกาสได้ไปต่างประเทศเมื่อไหรที่ผมอยากไป ได้ทำสิ่งที่ผมอยากทำ แล้วพอผมคิดได้แบบนั้นผมก็รู้สึกว่าผมโชคดีมากเลยจริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกอยากร้องไห้ออกมา ผมคงเริ่มอายุเยอะแล้วมั้งครับ (หัวเราะ)
จูลี่:ฉันจะพยายามให้ดีที่สุดเพื่อที่ฉันจะได้รู้สึกแบบนั้นบ้างค่ะ!

 

 

Ryo: You know, there’s not a single time I’ve thought this is tough.
Julie:What?!
Ryo: I started everything, including the company, myself, so if I hit a difficult spot, if I don’t do it I know I can’t move to the next step. I guess I feel it’s not tough ’cause I’m not being made to do it.
Julie:So even though it’s hard, it’s not.
Ryo: Yeah. But even though I said it’s fun, actually recently I’ve not been getting really passionate about stuff…
Julie: Really?
Ryo: In my teens I’d read about things I wanted to do, like have my own brand, appear in magazines and on TV, and that’s happened, but from some point on that’s become normal for me… Then you stop getting impressed by stuff. I probably get really excited about something about once a year, if that… Although the last time I was abroad…ah, no I can’t talk about that!
Julie:Go on, tell us! (Ha, ha!)!
Ryo: I forget which country, but I was in a taxi by myself, just looking out the window at the city and thinking, and suddenly all these thoughts, like about everything I’ve done up till now, just came rushing in…
Julie:Rushing in…
Ryo: I almost started crying. (Ha, ha!)。 If I’d stayed in my home town I would never have been able to realize all of this, going abroad whenever I like, doing what I want… When I thought that, I felt I’m really lucky, and that made me wanna cry. I must be getting old. (Ha, ha!)。
Julie: I’m gonna do my best so I can feel that way too!