TOKYO BOMB

Vol.1

 

ศิลปะบนกำแพงขนาดมหึมาชื่อว่า “ตำนานแห่งอนาคต” ผลงานของทาโร่ โอกาโมโตะที่ถูกวาดขึ้นภายใต้ธีมว่าด้วยประสบการณ์จากระเบิดปรมาณูของญี่ปุ่นซึ่งจัดโชว์อยู่ที่ทางเดินเชื่อมต่อระหว่างสถานีชิบุยะของสายเคโออิโนะคะชิระและสถานีชิบุยะสาย JR คุณทราบไหมว่าเคยเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมแตกตื่นเนื่องจากภาพที่มีนัยถึงภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุคุชิมะไดอิชิถูกแต่งเติมเข้าไปในผลงานอันยิ่งใหญ่นี้โดยไม่ทำให้ผลงานหรือกำแพงเสียหาย หรือคุณทราบเหตุการณ์ที่ตัวอักษรว่า “พิกะ” (เทียบได้กับเสียง “วิ้ง” ในภาษาไทย) ถูกวาดลงบนท้องฟ้าของฮิโรชิมะด้วยเมฆหางเครื่องบินหรือไม่ โปรเจกต์เหล่านี้ซึ่งมีข้อความทางสังคมที่แรงทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์มากมายทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเกิดจากกลุ่มนักศิลปะ 6 คนที่จัดตั้งขึ้นที่โตเกียวชื่อว่า Chim↑Pom (จิมพอม)
เรียว อิชิคาว่า (กรรมการผู้จัดการของ VANQUISH) รับหน้าที่เจ้าบ้านของบทสัมภาษณ์พิเศษ “Tokyo Bomb” (โตเกียวบอมบ์) ซึ่งจะลงต่อเนื่องในลุคบุ๊ค VANQUISH นับจากฤดูกาลนี้ โดยแขกในครั้งแรกที่น่าจดจำก็คือ ผู้ที่เรียกได้ว่าเป็นเทพธิดามิวส์และสัญลักษณ์ของ Chim↑Pom เอลลี่

 

 

On the wall along the walkway between the Keio Inokashira Line and the JR line at Shibuya station there’s a giant mural by Taro Okamoto entitled “Myth of Tomorrow” depicting the atomic bombing of Japan. There was a huge outcry when a painting that was suggestive of the Fukushima Daiichi nuclear accident was added, without damaging the mural or the wall, to this huge work. Then there was the writing of the word PIKA! (Flash!) in the sky over Hiroshima. These projects, that have strong social messages and spark controversy, are the creations of Chim↑Pom, a 6 person artist collective launched in Tokyo in 2005.
With Ryo Ishikawa (VANQUISH Director) playing host, a new interview series “Tokyo Bomb” begins from this season in the VANQUISH Visual Archive. The special first guest is the muse and symbol of Chim↑Pom, Ellie.

 

 

เรื่องเอกลักษณ์จะยังไงก็ช่าง
Who needs individuality anyway?

 

 

― เนื่องจากบทสัมภาษณ์นี้ไม่ได้ลงในนิตยสารทั่วไป ถ้าผมจะขอพูดเรื่องที่มีเนื้อหาแรงหน่อยก็ได้ใช่ไหมครับ?
เรียว: ได้สิครับ ผมตั้งใจว่าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วเอาไปแจกจ่ายที่ต่างประเทศ ในครั้งนี้ผมคิดว่าจะพูดถึง “เรื่องของอนาคต” โดยใช้คีย์เวิร์ด “โตเกียว” “ชิบุยะ” และ “ญี่ปุ่น” แต่พอเจอเอลลี่จัง ก็รู้สึกว่าเรื่องแบบนั้นจะยังไงก็ช่างละ (หัวเราะ)
เอลลี่:ถ้าอย่างนั้น ไหนๆก็จะให้คนต่างชาติอ่านแล้ว เรามาพูดถึง “เรื่องที่ทำให้คนอ่านถูกใจมากๆ” ละกัน!

―This interview isn’t going to be put in a proper publication as such, so Ellie can say some extreme stuff, right?
Ryo: Definitely. I’m gonna have it translated into English and hand it out overseas. We were gonna talk about the future today, focusing on Tokyo, Shibuya and Japan, but now I’ve met Ellie, anything’s OK!
Ellie: Seeing as people overseas are gonna be reading this too, let’s talk about some really cool stuff!

เรียว: นั่นสินะ แบบนั้นดีกว่าแน่ๆ
― ถ้าเป็น “เรื่องที่คนอ่านถูกใจมากๆ” งั้นก็ช่วยเล่าเริ่มจากการพบกันของคุณทั้ง 2 คนเลยครับ
เรียว:เราพบกันตอนปีที่แล้ว (ปี 2011) ในทวิตเตอร์มีวีดีโอ CM PARCO ของเอลลี่จัง แล้วใน วีดีโอมีฉากที่เอลลี่พูดว่า “ไม่เป็นไร! พวกฉันต้องประสบความสำเร็จแน่!” (*1) ซึ่งความมั่นใจแบบเต็มเปี่ยมที่ไม่มีเค้ามูลนั่นให้ความประทับใจที่แรงมาก (หัวเราะ) พอผมเห็นก็คิดว่า “น่าสนใจมาก!” เลยล่ะครับ
เอลลี่:อย่างนั้นเหรอ
เรียว:แล้วพอผมทวิตไปในทวิตเตอร์ว่า “อยากเจอเอลลี่จัง” ก็ได้พบเข้าจริงๆ (หัวเราะ)
― ทั้งสองคนพบกันผ่านทวิตเตอร์สินะครับ
เอลลี่:สมเป็นคนยุคนี้เนอะ

 

 

Ryo: Yeah, that’s much better.
―Then we’re going to talk about really cool stuff. So first, how did you 2 meet?
Ryo: It was last year (2011). Ellie’s PARCO CM was uploaded on Twitter, and there’s this one part where Ellie goes “It’s alright! We’re gonna do great!”(※1)She had this really unfounded confidence that was so intense, as soon as I saw it, I thought “Whoa!”
Ellie: Is that right?
Ryo: So I tweeted “I wanna meet Ellie” and I did! (Ha,ha!)
―So you met through Twitter?
Ellie: Real modern, right!

 

 

เรียว: จะว่าไปแล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่เริ่มตั้งใจจะพบกับคนมากมาย เดิมทีผมเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจคนอื่นเท่าไหร่นัก แต่พอได้พบ ได้ลองพูดคุยกันก็พบว่ามีคนมากมายที่ผมคิดว่าเป็นคนที่สุดยอด อย่างเอลลี่จังก็ใช่ อิโนโกะจัง (*2)เอง ก็เหมือนกัน
เอลลี่: มีอะไรมาจุดประกายทำให้เริ่มพบคนเหรอ? ลองวิเคราะห์ตัวเองหน่อยสิ (หัวเราะ)
เรียว: อืม มันมีอะไรน้า ถามคำถามตอบยากจังนะ (หัวเราะ)
― เวลาพบคนหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคน วิธีการดำเนินชีวิตจะต่างกันไปมากระหว่างสภาพที่เปิดใจกับปิดใจสินะครับ?
เรียว: แต่ที่ผ่านมาตัวผมเองก็ใช่ว่าจะปิดใจกับคนอื่นนะครับ แค่ว่าไม่สามารถสนใจคนอื่นได้ ซึ่งผมคิดว่าเหตุผลที่เป็นแบบนั้นก็เพราะความเชื่อของตัวเองมันแรงเกินไป

 

 

Ryo: Come to think of it, last year was when I actually consciously started meeting loads of different people. I’ve never been that interested in other people.
But when I met and talked with them, I realized there’re actually lots of amazing people out there, like Ellie and also Inoko.(※2)
Ellie: What got you wanting to meet people? Come on, analyze yourself! (Ha,ha!)
Ryo: Hmm, what was it? You ask tough questions (Ha, ha!)
―Meeting someone or deciding whether you’re going to open up to someone you’ve met, it can seriously change your way of life, right?
Ryo: But even me, I hadn’t really shut off to other people. It was just I basically wasn’t interested in them, you know? Probably ’cause I believe too much in myself.

 

 

เอลลี่: แล้วอย่างเรียวคุงเนี่ยเป็นคนที่แคร์เรื่อง “โชคดีโชคร้าย” หรือเปล่า?
เรียว: ไม่แคร์เลย ผมไม่เชื่อเรื่อง “ดวง” ถามทำไมเหรอ?
เอลลี่: เอลลี่เองก็ไม่เชื่อเรื่อง “ดวง” เลยเหมือนกันแต่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก “โชคดีโชคร้าย” มาก ถ้าเป็นคนที่เอลลี่คิดว่า “คนนี้ดูท่าทางโชคร้าย” แค่อยากอยู่ข้างๆก็ไม่อยากแล้ว เพราะงั้นเลยคิดว่าที่เรียวคุงมีช่วงที่ไม่พบคน ตรงนั้นเป็นช่วงที่เรียวคุงอยู่ในสภาพวิตกกังวลมากหรือเปล่านะ
เรียว: ผมไม่เคยทำการ “วิเคราะห์ตัวเอง” อย่างที่เอลลี่จังพูดมาเลย (หัวเราะ) ผมคิดว่าตัวเองก็แค่ใช้ชีวิตมาอย่างที่ตัวเองต้องการ เรื่องเอกลักษณ์ประจำตัวเลยเป็นเรื่องรองไป ผมถึงขั้นคิดว่าเรื่องเอกลักษณ์จะยังไงก็ช่างด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายของตัวเองก็ย่อมเปลี่ยนไปตามวาระเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพที่ตัวเองเผชิญในตอนนั้น ฉะนั้นที่ผ่านมาแทนที่จะคิดว่าตัวเราเป็นยังไง ผมจะทำสิ่งต่างๆโดยคิดแต่ว่า “ทางไหนที่สั้นที่สุดเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายนี้?”

 

 

Ellie: By the way, Ryo, are you the kind that cares about good and bad fortune?
Ryo: No way! I don’t believe in luck or anything like that. Why?
Ellie: I don’t believe in luck either, but the sense of good and bad fortune is important for me. If I think someone is going to have bad fortune, I can’t even stand to be near them. So Ryo, the time you didn’t want to meet anyone, I think you were probably really edgy right then.
Ryo: Like Ellie just said, I’ve never analyzed myself (ha, ha!), I’ve just been living how I wanted, pushing my own individuality to the back.
I think individuality doesn’t even really matter. My aims change depending on where I am at the time, I’m always thinking “what’s the quickest way to reach this goal?” instead of thinking of myself.

คิดว่าทุกคนคงใช้ชีวิตโดยไม่ได้คิดอะไร
Everyone’s living without thinking

 

 

เรียว: ผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวเรื่องแวดวงศิลปะเท่าไหร่นัก ฉะนั้นเลยรู้สึกสนใจจุดประสงค์ของสิ่งที่พวกเอลลี่ทำอยู่หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ผมสนใจในจุดที่ว่า “แสดงออกไปเพื่ออะไร?” นี้มาก เอลลี่คิดว่าอยากให้โลกเปลี่ยนแปลงไปด้วยการสร้างสรรค์ผลงานของพวกเอลลี่ยังไง?
เอลลี่: เอลลี่ทำผลงานศิลปะโดยคิดว่าศิลปะคืองาน เอลลี่ทำอย่างอื่นนอกเหนือจากศิลปะไม่ได้ เอลลี่ถึงต้องเอาศิลปะมาเป็นงานที่สำคัญที่สุดในช่วงชีวิตและตั้งใจทำ ก็เท่านั้นเอง
เรียว: แต่พวกเอลลี่ก็มีอะไรที่อยากบอกโลกนี้ผ่านผลงานของตัวเองไม่ใช่เหรอ?
เอลลี่: เนื่องจากเราทราบประวัติศาสตร์จำนวนมากได้ผ่านทางศิลปะ ฉันเลยคิดเสมอว่าอยากจะประกาศผลงานของ Chim↑Pom ที่พอเวลาผ่านไปหลายร้อยปีแล้วคนในอนาคตเห็นจะต้องทึ่งว่า “ในสมัยนั้นมีเหตุการณ์แบบนี้ด้วยหรือ!” ออกมา
เรียว: เท่จังนะ!

 

 

Ryo: I’m not that up on the art world, so, Ellie, I’m really interested in what you and Chim↑Pom are aiming at, why are you expressing yourselves like this? What kind of changes do you want in the world when you create a work?
Ellie: I see art as my work. I can’t do anything else, so I have to put everything into it and make it my life work. And if I’m going to do it, I’m going to make it my best, I wanna do things that don’t seem possible too. Just that, you know?
Ryo: But you wanna tell the world something through your work, right?
Ellie: A lot of the time you can understand history through art, so we create works that, after 100s of years when people see them, they’ll get shocked – “that happened at that time?!” I guess we’re always keeping that in mind.
Ryo: Cool!

 

 

เอลลี่: พวกฉันสร้างผลงานที่สะท้อนยุคสมัยออกมา เป็นผลงานที่สอดคล้องกับยุคสมัย ดังนั้นที่เขียนภาพเติมเข้าไปในภาพบนกำแพงของทาโร่ โอกาโมโตะก็เพราะอิมเมจถึงเวลาผลงานถูกดูในอนาคตว่า “พอได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุคุชิมะแล้ว ศิลปินแสดงออกกันอย่างไรบ้าง?”
เรียว: อยากถ่ายทอดให้ยุคสมัยหลังรู้ว่าในยุคนี้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นโดยผ่านผลงานสินะ
เอลลี่: มันน่าสนใจมากเลยใช่ไหมล่ะ? ก็หลังจากนี้หลายร้อยปี พวกฉันก็ไม่อยู่แล้วแต่ผลงานจะยังคงเหลืออยู่ แล้วใครสักคนที่เห็นผลงานนั้นก็จะทราบประวัติศาสตร์หรือรู้สึกว่า “น่าสนใจ”
เรียว: เข้าใจละ
เอลลี่: ฉันก็คิดนะว่าผลงานเป็นข้อความที่ถ่ายทอดถึงคนในยุคเดียวกันด้วย อย่างเรื่องที่พวกฉันเขียนภาพเติมเข้าไปในภาพบนกำแพงของทาโร่ โอกาโมโตะ มันอาจจะไม่ต้องทำก็ได้แต่เพราะพวกฉันคิดว่าทำสิดีกว่าแน่! ถึงได้ทำ ก็ฉันคิดว่าทุกคนคงใช้ชีวิตโดยไม่ได้คิดอะไรนี่นา
เรียว: เยี่ยมเลย (หัวเราะ)

 

 

Ellie: We make works that reflect the times. Works that respond to the times. So when we added the picture to Taro Okamoto’s mural in Shibuya station, we were imagining people in the future thinking “How did artists express themselves at the time of that huge earthquake and Fukushima nuclear accident?”
Ryo: So you wanna let future generations know what happened at this time through your works.
Ellie: Really cool, right? Like, we won’t even be here in 100s of years, but our works will, and someone’ll look at them and realize the history, and think it’s really interesting.
Ryo: I get you.
Ellie: Of course, it’s a message to people now too, so what I said before about our picture on Okamoto’s mural, we didn’t have to do it, but we absolutely felt like we should, so we did! I mean, it’s like everyone’s living without thinking, you know?
Ryo: Yeah, I know (Ha,ha!)

 

 

เอลลี่: อาจจะไม่ใช่ทุกคนก็ได้ แต่คนราว 80% ดูเหมือนว่าจะไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะงั้นพวกฉันเลยดีใจถ้าการกระทำของพวกฉันจะจุดประกายให้คนเหล่านั้นคิด แล้วถ้าต่อยอดไปถึงการกระทำของทุกคนได้ก็ยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่
― โลกแฟชั่นในปัจจุบันอาจจะไม่สามารถจุดประกายให้คนคิดเหมือนอย่างที่พวกคุณเอลลี่ทำเลยครับ เพราะเอาแต่ทำเรื่องเดิมซ้ำๆ……
เรียว: อุตสาหกรรมแฟชั่นคงจะหายไปเร็วๆนี้ละนะ (หัวเราะ)
― ถ้าอย่างนั้นคงจะเดือดร้อนกันหน่อยล่ะครับ (หัวเราะ)

 

 

Ellie: Well, maybe not everyone, but it’s like 80% of the people aren’t thinking. So if our actions get them thinking I’ll be happy, and if it has an effect on their behaviour I’d be even happier!
―What Ellie and Chim↑Pom are doing, trying to get people to think, there’s probably nothing like that at the moment in the Fashion world…
Ryo: The Fashion industry’s on its way out then! (Ha, ha!)
―That’s no good for us! (Ha, ha!)

 

 

เรียว: จะว่าไปเอลลี่จังเคยแสดงโดยถือกาสตาฟเอาไปวางไว้หลังรถหรือมอเตอร์ไซด์ แล้วเล่นเสียงแบบที่กาใช้เรียกพวกพ้องที่เคยอัดเอาไว้ผ่านเครื่องขยายเสียง เรียกกามาฝูงใหญ่เลยใช่ไหม (*3) ? นั่นมันอะไรเหรอ (หัวเราะ) ?
เอลลี่: การแสดงนั้นรวบรวมกามาที่ตึกรัฐสภา หอคอยโตเกียวและ109
เรียว: แล้วทำไปเพื่ออะไรล่ะ (หัวเราะ) ?
เอลลี่: ก็อยากแสดงความรู้สึกแบบว่ามีเค้าลางไม่ดี……
ทุกคน (หัวเราะ)
เอลลี่: ก็ขยะเต็มเมืองไปหมด กาก็เพิ่มขึ้นจนเป็นปัญหาสังคมใช่ไหมล่ะ? กาเนี่ยก็เป็น “สัตว์ป่า” ที่อยู่ที่โตเกียว สิ่งที่ฉันแสดงไปก็คือข้อความว่าการควบคุม “สัตว์ป่า” ซึ่งเดิมทีไม่น่าจะควบคุมได้
เรียว: การแสดงนั่นมันยอดมากเลยนะ! เกินคาดเดาเลย!
เอลลี่: คนชอบกันเลยล่ะ! ฉันแสดงที่หน้าบ้านของนาเบะสึเนะด้วยนะ
เรียว: สนุกมากเลยล่ะ (หัวเราะ)!

 

 

Ryo: I just remembered, Ellie, you did a performance where you got a stuffed crow and rode round in a car or on the back of a bike, with a megaphone playing the noise of a crow calling others and you gathered loads of crows together, didn’t you? (※3) What was all that about?
Ellie: Yeah, we gathered lots of crows round the Diet Building, Tokyo Tower and 109 in Shibuya.
Ryo: Yeah, so what for? (Ha,ha!)
Ellie: It was kind of disturbing…
Everyone: (Ha,ha,ha!)
Ellie: The streets are full of rubbish and the crows are increasing, it’s a real social problem. Crows are, like, ‘wild’ in Tokyo. The message we wanted to get across was about controlling something ‘wild’ that’s not supposed to be controllable.
Ryo: It was unbelievable! Complete chaos!
Ellie: Seriously, right?! We did it in front of Nabetsune’s house(Nabetsune, the nickname for Tsuneo Watanabe, chairman and editor in chief of The Yomiuri Shimbun Holdings.) too!
Ryo: I love it! (Ha,ha)

 

 

ทำตัวให้โดดเด่นและชนะในระหว่างที่ยังไม่มีคู่แข่ง
Come out way on top while there are no rivals

 

 

เรียว: พวกผมตั้งใจจะเปลี่ยนกลไกของโลกแฟชั่นนี้ เพราะวิธีการคิดของโลกแฟชั่นมันเก่ามากแล้ว พวกผมจึงคิดอยากจะพังกลไกนี้ซะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนอื่นรับรู้การเคลื่อนไหวที่แฝงอันตรายนี้ได้หรือเปล่า (หัวเราะ) พอทาง VANQUISH จะทำอะไรก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะมากและถูกต่อต้านแบบเต็มตัวเลย แต่ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์นั้นเกิดจากการที่คนอื่นไม่สามารถเข้าใจได้ นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกผมกำลังทำเรื่องใหม่ๆอยู่
เอลลี่: นั่นสิเนอะ ให้คิดซะว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์คือเสียงสรรเสริญน่าจะดีกว่า คิดซะว่าเราโชคดีมาก
เรียว: มีคนต่อต้านมันน่าสนุกกว่าเนอะ
เอลลี่: แต่ก็ไม่มีคนกล้ามาพูดต่อหน้าตรงๆใช่ไหมล่ะ?
เรียว: ก็มีหลายคนอยู่นะตอนที่ผมพูดว่าจะทำโตเกียวคอลเลคชั่น
เอลลี่: คนแบบนั้นน่ะเป็นคนที่กลัวว่าสิ่งที่ตัวเองสร้างมาจนถึงปัจจุบันกำลังถูกคุกคามก็เลยแสดงปฏิกิริยาต่อต้านหรือเปล่านะ?
เรียว: ก็ใช่นะ คิดได้แต่สาเหตุนั้นแหละ
เอลลี่: ความโกรธของคนตอนที่สิทธิประโยชน์ของตัวเองถูกคุกคามมันน่ากลัวเนอะ
เรียว: แต่คนที่จะกำหนดอนาคตของโลกธุรกิจก็คือผู้ใช้ใช่ไหมล่ะ? ถ้าพวกผมทำเรื่องน่าสนใจต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องหันมามองพวกผม แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นไม่ว่าคนในแวดวงแฟชั่นจะพูดอะไรก็ไม่อาจต่อต้านกระแสที่เปี่ยมไปด้วยพลังของสังคมได้หรอก
เอลลี่: ก็จริงนะ

 

 

Ryo: We wanna change how the fashion industry works. It looks at things in a seriously out-of-date way and I wanna break that. And it’s like they can sense that kind of disturbing action (ha, ha), if VANQUISH tries to do something, there’s huge criticism and we get completely slammed. But if that criticism is because they don’t understand, it’s proof we’re doing something new, you know?
Ellie: Yeah. You need to think of that criticism as praise. You should think you’re really lucky.
Ryo: It’s more fun when people are against you!
Ellie: But there’s not actually anyone who’ll look you straight in the eyes and tell you that though, right?
Ryo: When I said I wanted to do the Tokyo Collection, there were!
Ellie: Those kind of people, they think what they’ve built up is being threatened, maybe that’s why they have such a negative reaction?
Ryo: Yeah, could be.
Ellie: The anger people have when it looks like their interests are threatened is stunning.
Ryo: But the future of the industry, it’s all decided by the consumers, right? If we keep doing interesting stuff, in the end everyone’ll be looking this way, then whatever the industry people say, they can’t change the dynamic flow of society.
Ellie: That’s true.

 

 

เรียว: ผมตั้งใจว่าตัวเองจะทำในสิ่งที่พวกรุ่นพี่ในวงการแฟชั่นไม่ได้ทำหรือไม่สามารถทำได้ ผมเสี่ยงทำสิ่งที่ถ้าใช้สามัญสำนึกของวงการมาตัดสินแล้ว “จะไม่ทำ” มาโดยตลอด แต่เพราะอย่างนั้นเลยมีผมในวันนี้
เอลลี่: จะว่าไปเมื่อปีที่แล้วเรียวคุงทวิตว่า “ผมจะเป็นที่หนึ่งในโลก” ในทวิตเตอร์ใช่ไหม ? ฉันคิดว่านั่นเยี่ยมมากเลย
เรียว: ประมาณว่า “จะครองโลก!” เลยเนอะ (หัวเราะ) แต่ผมคิดว่าแทบจะไม่มีแบรนด์ไหนในแวดวงแฟชั่นของญี่ปุ่นที่คิดจะครองโลกเหมือนผมเลยนะ เพราะฉะนั้นผมเลยคิดว่าในระหว่างที่ยังไม่มีคู่แข่ง ก็ต้องทำตัวให้โดดเด่นเยี่ยมกว่าใครๆเลยถึงจะเอาชนะได้
เอลลี่: ความคิดนี้ดีมากเลยนะ! แต่คนของแบรนด์อื่นที่เขาไม่ตั้งเป้าหมายเป็นโลก เขาเอาอะไรเป็นจุดหมายกันล่ะ?
เรียว: ผมคิดว่าแวดวงแฟชั่นของญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนในวงการเสื้อผ้าผู้ชายจะพึ่งพาแต่ความต้องการภายในประเทศ เดิมทีตลาดเสื้อผ้าผู้ชายก็เล็กอยู่แล้ว ถ้าเราคิดถึงตลาดในอนาคตของญี่ปุ่น ก็ไม่ใช่เวลาที่แบรนด์ญี่ปุ่นจะมาขัดแข้งขัดขากันเองนะ……
เอลลี่: อยากให้เรียวคุงสร้างสถานที่ที่เหมือนดีสนีย์แลนด์ขึ้นมา! สถานที่ที่สนุกมากกก!
เรียว: ดีสนีย์แลนด์เหรอ (หัวเราะ)! อาจจะต่างไปหน่อยนะแต่ที่นำ teamLabHanger (*4) มาใช้ก็เพราะคิดว่าอยากให้ลูกค้ารู้สึกสนุกเมื่อมาที่ร้าน ก็มีจุดที่คล้ายกับดีสนีย์แลนด์อยู่นะ สำหรับแวดวงแฟชั่นต่อจากนี้องค์ประกอบที่ให้ความบันเทิงก็สำคัญมาก

 

 

Ryo: I’ve done what the people above me in the industry didn’t or couldn’t do. Common sense in this business says you can’t do something, but I did it anyway. That’s why I am where I am today.
Ellie: Talking of that, Ryo, last year, didn’t you say on Twitter “I’m gonna be the world’s no. 1!”? That was great!
Ryo: It was like “I’m gonna take the world!” (Ha, ha!) But, yeah, in the Japanese fashion business, there’re almost no other brands that wanna take the world, you know? So I wanna get right on up there to the top while there are no rivals around!
Ellie: Yeah! But if the other brands aren’t looking at the world, what are they aiming at, d’ya think?
Ryo: I think the Japanese fashion industry, especially men’s fashion, is just aimed at domestic demand. The men’s market’s always been small, and when I think of the future Japanese market, it can’t be just a case of the Japanese brands tripping over each other…
Ellie: Ryo, I want you to make a space like Disneyland! A really fun, interesting space!
Ryo: Disneyland, huh?! (Ha, ha!) Might be a bit different, but we installed the Team Lab clothes hangers(※5), the customers love ‘em! So it’s a bit like Disneyland. The fashion world seriously needs an element of entertainment from now on.

 

 

เอลลี่: เรียวคุงไม่จับงานอื่นนอกจากเสื้อผ้าบ้างเหรอ? อย่างธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม
เรียว: อืมมม ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างนั้นนะ เพราะไม่ว่าจะเป็นวงการไหนก็ย่อมที่จะมีคนที่ทำงานในวงการนั้นต่อเนื่องมาโดยตลอด ใช่ว่าเราประสบความสำเร็จในแวดวงเสื้อผ้าแล้วจะไปแบบ “งั้นคราวนี้ฉันจะทำธุรกิจร้านขนมปัง” ก็ไม่ได้ เพราะถ้าอย่างนั้นมันก็เหมือนเราไปดูถูกคนที่ทำร้านขนมปังมาตลอด
เอลลี่: แต่เรียวคุงก็เป็นคนรวยมากใช่มะ?
เรียว: แล้วไงล่ะ (หัวเราะ)?
เอลลี่: ฉันคิดว่าถ้ามีเงิน ก็ยิ่งมีทางเลือกมาก ทั้งๆที่เป็นอย่างนั้นแต่ทำไมเรียวคุงถึงจำกัดตัวเองอยู่แต่แวดวงแฟชั่นล่ะ? เพราะในโลกนี้ก็ยังมีคนที่เข้าไปจับหลายๆธุรกิจและสามารถประสบความสำเร็จในแต่ละธุรกิจได้ในระดับหนึ่งใช่ม้า……
เรียว: ผมคิดว่าการที่เน้นไปที่วงการแฟชั่นจะทำให้มีความเป็นไปได้มากกว่า เพราะที่ผ่านมาเปรียบเสมือนกับขั้นตอนเพื่อให้ได้อาวุธที่จะใช้ในการแข่งขันมา ส่วนตอนนี้คืออยู่ในขั้นตอนที่จะเน้นไปในการทำให้อาวุธที่ได้มาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
เอลลี่: ก็ใช่นะ

 

 

Ellie: You not thought about doing something other than clothes, Ryo?
Ryo: Uh, I think it’s definitely not that easy. Same as any industry, there are people who’ve worked their asses off. Just ’cause I did well in the clothes business, doesn’t mean I can just say “Right, I’m gonna run a bakery”, it’s like disrespecting the bakers. (Ha, ha!)
Ellie: It’s just, you’re seriously rich right, Ryo?
Ryo: Whaddya mean? (Ha, ha!)
Ellie: You’ve got money, so you’ve got loads of options. I was wondering if you’re only gonna stay focused on the fashion industry? There are people who’ve got involved in different industries and done well for themselves to a certain extent…
Ryo: I think there’s more potential if I stay focused, you know? Up until now I’ve been competing to arm myself. Now I’m armed, I’ve got to concentrate completely on getting stronger.
Ellie: Uh-huh.

 

 

เรียว: สมมุติว่าผมมีเงินพันล้านเยน ถ้าแค่ถือไว้เฉยๆก็คงจะไม่สามารถสร้างเสื้อผ้าของ VANQUISH หรือมาพูดคุยกับเอลลี่แบบนี้ได้หรอก แต่เพราะว่าผมมีอาวุธที่ชื่อ “VANQUISH” ต่างหาก คนมากมายจึงยอมพบและทักทายผม ผมคิดว่าการมีอาวุธแบบนี้มีคุณค่ามากกว่าการมีเงินซะอีกนะ
เอลลี่: เข้าใจละ

Ryo: Say even if I had 1 trillion yen, if I just keep it, I can’t make VANQUISH clothes, and I can’t talk with you like this, Ellie. It’s ’cause I’m armed with VANQUISH, I get to meet loads of people, people talk to me. That has more value than having money.
Ellie: I get it.

― สุดท้ายนี้ช่วยบอกแผนที่คุณจะทำต่อจากนี้หน่อยครับ
เอลลี่: ตอนช่วงฤดูใบไม้ผลิ (ต้นเดือนมีนาคม?) จะจัดแสดงผลงานส่วนตัวที่ไทเปค่ะ เรียวคุงถ้าสะดวกก็มาดูด้วยนะ!
เรียว: ไปสิ! ช่วงนั้นผมไปแถบเอเชียพอดี

 

 

―Finally, tell us about your plans from now on.
Ellie: I’ll be doing a solo exhibition in Taipei in the start of March. Ryo, you should come check it out!
Ryo: I’ll be travelling around Asia at that time, so definitely, yeah!

 

 

*1:CM ของเอลลี่เป็นหนึ่งใน CM series ช่วงปี 2011ซึ่งมีหัวข้อว่า “Parco จะโฆษณาพรสวรรค์ของคนหนุ่มสาว” จัดโดยParco Co., Ltd. สามารถชมได้ผ่านทาง YouTube ฯลฯ
*2:คุณโทชิยูกิ อิโนโกะ ผู้แทนของ TEAMLAB Inc.
*3:การแสดงนี้ถูกตั้งชื่อว่า “BLACK OF DEATH” สามารถรับชมได้ผ่านทาง YouTube ฯลฯ
※4:ไม้แขวนเสื้อที่ประเมินผลแบบโต้ตอบ เมื่อหยิบสินค้าขึ้นมา ภาพสินค้าที่ถูกนำไปจัดชุดให้เข้ากับสินค้าตัวอื่นก็จะถูกแสดงขึ้นมาบนหน้าจอ ไม้แขวนเสื้อนี้เป็นผลงานของ TEAMLAB Inc. ที่คุณอิโนโกะเป็นผู้แทน ไม้แขวนเสื้อนี้ถูกนำไปใช้ที่ VANQUISH SHIBUYA 109MEN’S ฯลฯ

 

 

※1:The Ellie version of the 2011 CM s eries “Introducing young talent” by Parco shopping center. You can see it on YouTube.
※2: Toshiyuki Inoko, President of Team Lab Inc, an ultratechnologist group
※3: You can see this performance called BLACK OF DEATH on YouTube too.
※4: An interactive clothes hanger developed by Inoko’s company Team Lab, which, when you take clothes off the rack, images of how to match them with other items show up on a display screen. They have been installed at the VANQUISH Shibuya 109 MEN’S branch.

 

 

Chim↑Pom http://chimpom.jp
กลุ่มศิลปินที่เกิดจากการรวมตัวกันของเอลลี่, ริวตะ อุชิโร่, ยาสุทากะ ฮายาชิ, มิซุโนะ โทชิโนริ, มาซาทากะ โอคาดะ, โมโตมุ อินาโอกะในปี 2005
ผลงานของ Chim↑Pom ได้รับการยอมรับด้วยผลงานที่มีธีมเกี่ยวกับ “ชีวิตและความตาย” และผลงานที่มีข้อความทางสังคมที่แรงและเกี่ยวข้องกับสังคมยุคปัจจุบันแบบเต็มที่ ทั้งยังได้รับความสนใจจากต่างประเทศอย่างมาก เช่นว่าได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของญี่ปุ่นใน “Asia Art Award” ที่จัดขึ้นในปี 2010
หนังสือรวมผลงานแรกชื่อ “Chim↑Pom “ ถูกตีพิมพ์ออกมา ในเดือนมีนาคม ปี 2010

 

 

Chim↑Pom http://chimpom.jp
A 6-member artist collective, consisting of Ellie, Ryuta Ushiro, Yasutaka Hayashi, Toshinori Mizuno, Masataka Okada and Motomu Inaoka, that was launched in 2005.
Their works, that explore the themes of life and death or push strong social messages on contemporary society, have received a lot of acclaim. They have gained a lot of overseas interest too, participating in international exhibitions and being selected as the representative for Japan for the Asia Art Award 2010.
Their first art collection book “Chim↑Pom” was published in March 2010.

 

 

 

เอื้อเฟื้อสถานที่ถ่ายทำ
Special thanks to:
Digitized Cafe ☆ Digitized Bar Maidreamin Shibuya

Horaiya Bldg. B1, 30-1 Udagawa-cho, Shibuya-ku, Tokyo, 150-8010 Japan
URL http://maidreamin.com